ประทับใจในทุกอย่างของการสัมมนาในครั้งนี้มาก ๆ คุณตราวุทธิ์บรรยายได้
สนุกมากครับ แล้วความรู้ที่ได้ก็เยอะมากเลยครับ ทำให้มีเทคนิค และกำลังใจ
ข่าวสาร
Landing Page Mini Course
สำหรับวันนี้นะคะ อ.อ้อ ก็มีบทเรียนออนไลน์ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ทำเว็บไซต์ไม่เป็น ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการสร้างหน้าขายสินค้า (Landing Page) อย่างง่ายด้วย Dreamweaver พร้อมไฟล์ตัวอย่าง Workshop ซึ่งเพื่อนๆ จะสามารถ ปฏิบัติตามบทเรียนได้แบบ Step by Step โดยสามารถลงทะเบียนเรียนออนไลน์ได้ฟรี! ค่ะ
CJ & Clickbank Update
เป็นอย่างไรบ้างครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงสบายดีนะครับ สำหรับในวันนี้ผมก็มีเรื่องราว
ที่มีคนถามผมเข้ามาช่วงนี้เยอะๆ มา Update กัน โดยจะมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ CJ
Settlement กับ Clickbank Direct Deposit ครับ
1. CJ Settlement
ช่วงนี้เพื่อนๆ อาจจะได้รับไปรษณียบัตร หรือ อีเมล์ จาก CJ เกี่ยวกับเรื่อง CJ
Settlement ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆ คนพออ่านแล้วก็งงครับ ไม่รู้ว่า CJ Settlement
คืออะไร และเราต้องทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง
จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่ CJ นั้น ถูกฟ้องร้องนิดหน่อยครับ ทางศาลจึง
สั่งให้ CJ แจ้งสมาชิกทุกคนเกี่ยวกับเรื่องการฟ้องร้องนี้ เพื่อให้คนที่คิดว่าตนเอง
ได้รับผลเข้ามาร่วมเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง CJ ครับ
โดยเรื่องที่ถูกฟ้องร้องก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆครับ เพราะ CJ ถูกฟ้องเรื่อง
ความผิดพลาดของการจ่ายค่าคอมมิสชั่นนั่นเองครับ ซึ่งด้วยระบบแล้วก็อาจจะ
มีการผิดพลาดกันได้ ทั้งในฝั่งของ Advertiser และฝั่ง Publisher (Affiliate)
ครับ โดย
• Advertiser บางรายอาจจะมีปัญหา
รู้สึกว่าจ่ายค่าคอมมิสชั่นเกินจริงไป และอาจจะรู้สึกว่า Affiliate
บางรายอาจจะทำโฆษณาด้วยวิธีผิดกฎ ทำให้ Advertiser
ต้องเสียค่าคอมมิสชั่นให้มากโดยใช่เหตุ
• Publisher บางรายอาจจะรู้สึกว่า ทำโฆษณาไปแล้ว
ได้ค่าคอมมิสชั่นน้อยกว่าที่ควรจะได้
หรืออาจจะมีการดึงค่าคอมมิสชั่นกลับมาจนเกินไป
จนน่าสงสัยว่าระบบ CJ เกิดผิดพลาดอะไรหรือเปล่า
ซึ่งในฝั่งของพวกเรา ก็คงจะเป็นทางฝั่ง Publisher นะครับ ถ้าหากใครที่คิดว่า
เราไม่ได้รับค่าคอมมิสชั่นจาก CJ อย่างตรงไปตรงมา ก็อาจจะเข้าไปร่วมลงชื่อ
เพื่อร่วมเป็นโจทย์ฟ้องร้อง CJ ครับ ถ้าหากว่า CJ แพ้คดี เราก็จะได้รับเงินส่วน
แบ่งค่าชดเชยความเสียหายที่ CJ จ่ายให้ครับ
กรณีนี้ก็คล้ายกับปีก่อนๆ ที่ Google โดนฟ้องเรื่อง Click Fraud ครับ ซึ่งในตอนนั้น
Google ก็จ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ลงโฆษณา AdWords เป็นจำนวนเงิน 90
ล้านเหรียญสหรัฐครับ
แต่ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการร่วมเป็นโจทย์ฟ้องร้อง CJ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
ทั้งสิ้นครับ ปล่อยผ่านไปได้เลยครับ ไม่ต้องสนใจอะไร
2. Direct Deposit for Clickbank
หลังจากที่ Affiliate Program หลายๆ เจ้า เปิดให้ Affiliate มีการรับเงินแบบ
Direct Deposit ได้แล้ว มาคราวนี้ก็ถึงคราวของ Clickbank กันแล้วครับ
ที่เปิดให้เรารับเงินแบบ Direct Deposit ได้
โดยขั้นตอนทุกอย่างก็เหมือนที่เราทำ Direct Deposit กับที่อื่นครับ คือ
เปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ แล้วก็นำหมายเลขบัญชี และ Routing Number
026008691 ไปใส่ในรายละเอียดธนาคารที่จะรับเงินครับ
เพียงแต่ของ Clickbank จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อยครับ เพราะก่อนที่เราจะสามารถ
เลือกฟังค์ชั่นการรับเงินแบบ Direct Deposit ได้ เราจะต้องได้รับเช็คอย่างน้อย
3 ใบ ภายใน 12 สัปดาห์เสียก่อนครับ ไม่อย่างนั้นก็หมดสิทธิ์
แต่ผมเชื่อว่า หลายๆ คนคงได้รับเช็คกันมาเป็นปรกติอยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ภายใน
Account ของเพื่อนๆ ก็คงจะเลือกรับเงินแบบ Direct Deposit ได้แล้วอย่าง
แน่นอนครับ
สำหรับวันนี้คงมีเรื่องมา Update กันเพียงเท่านี้ก่อนครับ แล้วยังไงพบกันใหม่
ครั้งหน้าครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการเพิ่ม CTR ให้โฆษณา AdWords ของคุณ
และเทคนิคการทำ Affiliate Marketing แบบต่างๆได้ที่
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
How Do You Think With Google Knol
ตอนนี้ Google ได้ปล่อยเครื่องมือตัวใหม่ที่ชื่อ Google Knol ออกมา เพื่อนๆ หลายคน
คงอาจทราบข่าวกันมาบ้างแล้ว ลองไปใช้งานกันบ้างหรือยังครับ
เพื่อนๆ ทราบกันหรือไม่ครับว่า Knol มาจากอะไร คำว่า Knol มาจาก Knowledge
นั่นเองครับ โดยทาง Google ต้องการให้ Knol เป็นศูนย์กลางที่ชักชวนให้ผู้คนใน
ทุกๆ ด้าน มาร่วมกันเขียนบทความ โดยที่ผู้ใดก็ตามเขียนบทความไปแล้วก็จะต้อง
ลงชื่อ และบทความนั้นๆ จะได้ลิขสิทธิ์ที่ตนเองเป็นผู้เขียนครับ
Knol เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนบทความเหมือนกับเว็บไซต์
สารานุกรมออนไลน์อย่าง Wikipedia ครับ แต่ต่างกันตรงที่ Google จะแบ่งรายได้ให้
กับผู้เขียนบทความที่ยอมให้ Ad ของ Google ปรากฏ แต่ Wikipedia ไม่ยินยอมให้มี
Ad โฆษณาบนเว็บ
Knol ยังแตกต่างจาก Wikipedia อีก ตรงที่ Knol อนุญาตให้ผู้เขียนสามารถลงชื่อได้
เพราะหากเปิดเผยชื่อผู้เขียนบทความก็จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบทความ
นั้นๆ แต่ทาง Wikipidia ไม่มีการให้ใส่ชื่อผู้เขียน เพราะถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
แต่ข้อด้อยของ Knol ที่ยังเทียบเท่า Wikipedia ไม่ได้ ก็คงเป็นในเรื่องของจำนวน
ของบทความ และภาษาที่ปรากฏในบทความ เพราะทาง Wikipedia มีเนื้อหาเยอะ
มาก และมีการใช้ภาษาต่างๆถึง 200 ภาษาครับ
ทั้งนี้ Knol ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปมาอัพเดทหรือแก้ไขบทความ จนกว่าจะได้รับ
อนุญาตจาก เจ้้าของบทความ แต่ผู้อ่านทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือ
ทำการคัดค้านบทความนั้นได้ โดยที่เจ้าของบทความก็มีสิทธิปฏิเสธหรือตอบรับ
ข้อเสนอแนะที่ผู้อ่านแนะนำได้ครับ
แต่ตอนนี้ Knol ได้ถูกจับผิดโดยคนจำนวนมาก เพราะเมื่อมีการใส่คำค้นหาหลายๆ
คำใน Google.com แล้วพบว่าการสืบค้นในอันดับต้นๆ ได้อ้างถึง Knol เป็นหลัก
(น่าแปลกใจ อยู่เหมือนกันนะครับ) ทั้งๆ ที่เนื้อหาหรือคอนเทนท์ที่ผู้เขียนส่งเข้ามา
ใน Knol ถือว่าไม่มาก เท่าที่ควรและบางทียังแสดงอยู่สูงกว่าเว็บไซต์ที่คนให้ึ
ความสนใจเป็นอย่างมากเสียอีก (น่าสงสัยไหมล่ะครับ)
เมื่อเกิดข้อพิพาทถึงความผิดปกตินี้ขึ้นทางโฆษกของ Google (Gabriel Stricker)
จึงรีบออกมาชี้แจงครับว่า Google.com ไม่เคยลำเอียง ให้สิทธิในการขึ้นอันดับ
เว็บไซต์ต่างๆ เท่าเทียมกันทุกเว็บ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Knol เป็นพิเศษ
(แต่อาจจะเป็นได้ว่า Knol คือ เว็บไซต์ในเครือ Google ซึ่งมีค่า PR เต็ม 10
ก็เป็นได้ครับ จึงทำให้อันดับดี)
เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละมุมของแต่ละคนนะครับ ว่าจะมองไปในทิศทางไหน
ส่วนผมคิดว่าถึงอย่างไรก็ตาม Google ก็ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์กับพวกเราทุกคนได้ครับ
ถ้าหากเพื่อนๆ มีบทความดีๆ หรือสนใจที่จะเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้อ่าน เพื่อนๆ ก็สามารถ
เข้าไปเขียนไว้ได้ที่
หวังว่าเพื่อนๆ จะได้รับข้อมูลดีๆ กันถ้วนหน้านะครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
A Great Tool for New Generation
เพื่อนๆ เคยเห็นรูปนี้กันบ้างหรือยังครับ พอจะคุ้นตากันบ้างไหม นี่เป็นสัญลักษณ์ของ Google Chrome ครับ แค่สัญลักษณ์ ก็สื่อได้แล้วว่า เรียบง่ายดูดีมีระดับ ใช่ไหมล่ะครับ โดยตอนนี้
Google ได้เปิดตัวโปรแกรมเว็บบราวเซอร์โอเพนเซอร์สใช้งานฟรีของตัวเองนาม “Google
Chrome” ด้วยหนังสือการ์ตูนความยาวเกือบ 40 หน้า เพื่อบอกเล่าเรื่องราวรายละเอียด
บราวเซอร์ ใหม่ล่าสุด ภายในมีข้อมูลว่าผู้พัฒนาบราวเซอร์น้องใหม่ยอดฮิตอย่าง Firefox และ
อดีตทีมงาน Mozilla มากกว่า 2 คนรวมอยู่ในทีมพัฒนา Chrome ด้วย
โดย Google Chrome ได้ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 2 ปี เปิดตัวพร้อมกัน 43 ภาษา รวมทั้ง
ภาษาไทย และ Google Chrome ได้ถูกจับตามองว่าเป็นการลงสนามท้าชน Internet Explorer
(IE) ของค่ายไมโครซอฟท์
ก่อนหน้านี้ Google ไม่กล้าพอที่จะส่ง Google Chrome มาสู้รบกับคู่แข่งที่เป็นถึง Internet
Explorer (IE) จากค่ายไมโครซอฟท์ ซึ่งดูแล้วการแจ้งเกิดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Google
ก็สามารถพลิกประวัติศาสตร์ โดยการแจ้งเกิด Google Chrome ได้อย่างงดงามครับ
การที่ Google ได้ปล่อย Google Chrome ถือว่าเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Google Android มากกว่าครับ เพราะเว็บบราวเซอร์น้องใหม่นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์
ว่าต้องการ ส่วนแบ่งของ Firefox และ IE สักเท่าไหร่
จุดเด่นของ Google Chrome นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในด้านการค้นหาและ
ท่องไปยังหน้าเว็บต่างๆ เพื่อค้นหาข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ รวมทั้งความเสถียรและปลอดภัย
เน้นศักยภาพ การเปิดเว็บไซต์ได้เร็วขั้น และสามารถแยกการทำงานของแต่ละ Tab ออกจากกัน
อย่างสิ้นเชิง เมื่อ Tab ใดมีปัญหาก็จะไม่ลุกลามไปถึง Tab อื่นๆ นอกจากนี้เรายังสามารถแยก
Tab ออกจากกันได้ด้วยครับ จึงไม่ทำให้เกิดภาวะที่เราต้องปิดหน้าต่างอื่นลง ฟีเจอร์นี้ Google
เรียกว่า Sandbox ครับ และ Google Chrome จะแสดงภาพขนาดย่อของเว็บไซต์ทีเข้าเยี่ยม
ชมบ่อย รายการค้นหาข้อมูลล่าสุด พร้อมด้วย bookmark ของเว็บไซต์ ทำให้สามารถเข้า
เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นครับ
Chromeได้ถูกการันตรีว่าเป็นเว็บบราวเซอร์ที่เหมาะกับการแสดงคอนเทนท์ไดนามิกหรือเนื้อหา
เว็บไซต์ที่มีการโต้ตอบมากๆ
ในเรื่องการรองรับภาษาไทย ถือได้ว่าทำได้ดีครับ แต่ก็ยังสู้ Firefox3 ไม่ได้ เพราะ Firefox3
มีนักพัฒนาชาวไทยได้ส่งโค้ดในส่วนของการตัดคำไทยเข้ารวมใน core ของ Firefox 3 ส่วน
หน่วยความจำดีมากครับ เพราะแต่ละ Tab จะแยกส่วนการทำงาน ใช้หน่วยความจำของใคร
ของมัน ซึ่งหากปิด Tab หน่วยความจำที่ Tab นั้นใช้งานอยู่จะถูกคืนสู่ระบบ ตรงนี้แหละครับ
ที่ต่างกับ Firefox และ IE ที่พอยิ่งเปิด Tab มาก หน่วยความจำยิ่งถูกใช้ไปมาก แม้จะปิด Tab
แล้วหน่วยความจำก็ไม่ได้ลดลงไปด้วยครับ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า Chrome เป็นเสมือน
เกราะป้องกันตัว Google หลังจากไมโครซอฟท์ส่ง IE8 ลงสู่ตลาด เพราะหัวใจหลักของ
ธุรกิจ Google คือ ระบบ Search และโฆษณาออนไลน์ล้วนแต่ต้องอาศัยบราวเซอร์หลัก
Google ถูกวิจารณ์ว่าพยายามผูกขาดตลาดออนไลน์เสียเอง แม้จะต่อต้านไมโครซอฟท์ไม่
ให้เป็นผู้ผูกขาดมาโดยตลอด ขณะเดียวกันหลายฝ่ายเชื่อว่า Chrome ถูกเปิดตัวมาเพื่อ
จู่โจม IE8 ซึ่ง IE8 นั้นมีจุดเด่นในเรื่องการป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เป็นเรื่องยากที่
Google จะติดตามข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานเพื่อนำไปวิเคราะห์ได้ยาก จากการเปิดตัวพบว่า
จุดยืนของ Chrome และ IE8 นั้นไม่เหมือนกันครับ โดย Chrome เน้นไปที่หน่วยความจำ
เพื่อรักษา ประสิทธิภาพด้านความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ การปรับปรุงหน้าตาโปรแกรมให้
้สามารถ ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น การแสดงรายชื่อมัลแวร์หรือซอฟแวร์ที่ไม่หวังดีต่างๆ เพื่อ
เตือนผู้ใช้ พร้อมลูกเล่นอื่นๆ ซึ่งทาง Google เตรียมไว้เพื่อเอาใจนักท่องโลกออนไลน์ครับ
ตอนนี้สาวก Firefox อาจเปลี่ยนใจมาใช้ Chrome ก็ได้นะครับ เนื่องจากผู้ใช้งาน Firefox
ส่วนใหญ่นั้นชอบลองของใหม่กันอยู่แล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ถ้าหากเพื่อนๆ คนไหนสนใจ
ก็สามารถไปดาวน์โหลดเพื่อใช้งานได้ที่
=> http://www.google.com/chrome
ได้เลยครับ เรียบง่ายและสะดวก เหมาะกับคนยุคใหม่อย่างเราๆ เลยใช่ไหมครับ
ขอให้สนุกกับการใช้งานครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้วิธีการสร้างรายได้จากธุรกิจ GoogleRich อย่างยั่งยืนและมั่นคง
รวมทั้งเทคนิคการประยุกต์ทำธุรกิจ GoogleRich แบบ ไม่ต้องลงทุน
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Affiliate Direct Deposit Guide
คงต้องยอมรับนะครับว่าปัจจุบัน มีผู้ที่รู้จักกับธุรกิจ Affiliate เพิ่มมากขึ้น ทุกวัน
และนั่นก็เท่ากับว่ามีผู้ที่เริ่มทำ Affiliate เพิ่มมากขึ้นทุกวันด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็น
เพราะว่าการทำ Affiliate ในปัจจุบันนั้นสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
แหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ในการทำ Affiliate ปัจจุบันก็มีอยู่มากมาย ให้เราเข้าไป
ศึกษาค้นคว้าข้อมูลได้ และที่สำคัญเป็นข้อมูลฟรีอีกด้วยครับ
สำหรับเทคนิคและวิธีการทำ Affiliate ต่างๆ นั้น ผมขอไม่อธิบายในวันนี้นะครับ
เพราะเพื่อนๆ ก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว หรือสามารถหาอ่านได้ที่เว็บไซต์ของผม
อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามผมก็ยังคงมีสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันเพื่อนๆ เหมือนเดิม
ครับ โดยในวันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับเทคนิคและวิธีการทำ
Affiliate นั่นก็คือวิธีการรับเงินค่าคอมมิสชั่นนั่นเองครับ (เพราะถ้าหากเราไม่รับ
ค่าคอมมิสชั่น ก็ไม่รู้ว่าเราจะทำ Affiliate กันไปทำไม)
การรับเงินค่าคอมมิสชั่น เราสามารถรับได้ 2 แบบด้วยกันคือ
1.รับแบบเช็ค
2.รับแบบ Direct Deposit (นำเงินเข้าบัญชีโดยตรง โดยผู้รับต้องมีบัญชี
ธนาคารอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น)
ส่วนใหญ่แล้วทุกๆ Affiliate Program จะแนะนำให้รับค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct
Deposit ครับ เนื่องจากการรับเงินค่าคอมมิสชั่นด้วยวิธีการนี้จะสามารถรับเงิน
ได้เร็วกว่า และได้รับแน่นอนกว่าแบบเช็คครับ (เข้าบัญชีโดยตรง ทำให้ไม่เกิด
การสูญหายครับ)
จริงๆแล้ว การรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct Deposit นี้ เราจะสามารถรับได้ก็
ต่อเมื่อมีบัญชีธนาคารอยู่ที่อเมริกาเท่านั้นครับ แต่ก็เป็นโชคดีของคนไทยทุกคน
นะครับ ที่สามารถรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct Deposit ได้เช่นกันครับ
เพราะเรามีธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก นั่นเองครับ
ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนทราบกันอยู่แล้ว ว่าเราสามารถรับเงินแบบนี้ได้
เพียงแต่ยังมีคำถามกลับมาที่ผมอีกเป็นจำนวนมากว่า แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง
ถึงจะสามารถรับเงินแบบ Direct Deposit แบบผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขา
นิวยอร์กได้
เพื่อให้คนไทยทุกคนทำธุรกิจ Affiliate กันได้ง่ายขึ้น รับเงินได้ไวขึ้น วันนี้ผม
และทีมงานจึงได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ จัดทำ eBook เสนอวิธีการรับเงิน
ค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct Deposit นี้ขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนด้วยกัน
ก็คือ การรับเงินแบบ Direct Deposit จาก CJ, Amazon, ShareASale ซึ่ง
เป็น Affiliate Program ยอดนิยมที่คนไทยทำกัน
เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลด eBook เล่มนี้ไปอ่านเพื่อศึกษาได้ฟรีๆ ที่ลิงค์ด้านล่าง
เลยครับ
=> http://trawut.com/affiliate-direct-deposit-guide.pdf
สำหรับเพื่อนๆ คนใดที่ยังต้องการรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบเช็ค ก็ยังสามารถ
นำเช็คไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารกรุงเทพเช่นกันนะครับ (ตอนนี้ก็มีบริการขึ้นเงิน
ล่วงหน้าให้แล้ว สำหรับ Affiliate Program ดังๆ เช่น Amazon, CJ, LinkShare
ครับ)
และหากเพื่อนๆ คนใดที่ได้ดาวน์โหลด eBook ไปอ่านแล้ว มีข้อเสนอแนะหรือ
อยากร่วมกันแสดงความคิดเห็นก็สามารถบอกเล่ากันได้ที่ Comment นะครับ
ผมและทีมงานก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า eBook เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ
ทุกคนครับ ^ ^
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จครับ
ตราวุทธิ์
Compare Your Product Price
หลาย ชนิดอย่าง Amazon นั้น วิธีและขั้นตอนในการเลือกสินค้าเป็นสิ่งที่จำเป็น
มากเพราะยิ่งเราเลือกสินค้าที่ดีมาทำโฆษณาได้เท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสทำกำไร
ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นครับ
และอย่างที่เราควรจะทำก่อนตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นหนึ่งๆ มาทำโฆษณาก็คือ
การเปรียบเทียบราคาสินค้าชิ้นนั้นกับท้องตลาด เพื่อดูว่า ราคาที่ขายใน Amazon
เมื่อเทียบกับ ราคาที่ขายบนเว็บไซต์อื่นๆแล้ว มากน้อยกว่ากันอย่างไร
ถ้าหากเปรียบเทียบกันแล้ว สินค้าใน Amazon มีราคาถูกกว่า ที่วางขายใน
เว็บไซต์อื่นๆทั้งหมด (ที่วางขายตามห้างไม่ต้องพูดถึง เพราะ Amazon
ถูกกว่าเยอะอยู่แล้ว) ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ดีมาก ในการนำสินค้าชิ้นนี้มาทำ
โฆษณา เพราะว่า คนทั่วอินเตอร์เน็ตจะต้องแห่มาซื้อสินค้าชิ้นนี้จากใน Amazon
ครับ
แต่ถ้าหากว่ามีบางเว็บไซต์ที่ขายสินค้าราคาถูกกว่า Amazon ก็ให้เราดูด้วยว่า
สินค้าที่สั่งจากเว็บไซต์นั้น คิดค่าส่งด้วยหรือเปล่า ถ้าคิดก็ต้องนำมารวมด้วย
ก่อนจะไปเทียบกับ Amazon และให้ดู Review ของคนที่เคยซื้อสินค้าจาก
เว็บไซต์นั้นๆ ว่า ดีแค่ไหน ครับ เพราะส่วนมาก ถ้าหากถูกกว่ากันนิดหน่อย
แต่ว่าเว็บไซต์ที่ราคาถูกกว่านั้น บริการไม่ดี ไม่น่าเชื่อถือ คนก็จะมาซื้อกับ
Amazon ครับ
แต่ถ้าหากว่าเว็บไซต์ที่ขายราคาถูกกว่าเป็นเว็บชื่อดังอย่างพวก CircuitCity
ก็ให้ระวังๆ ไว้นิดนึงครับ เพราะคนอาจจะแห่กันไปซื้อจากเว็บไซต์เหล่านั้นได้ครับ
สำหรับการเปรียบเทียบราคาสินค้านั้น เราสามารถเข้าไปเปรียบเทียบได้ง่ายๆ
ด้วยเว็บไซต์เหล่านี้ครับ
1. PriceScan
เพียงแค่พิมพ์ชื่อยี่ห้อ ชื่อรุ่นสินค้าลงไป เราก็จะทราบได้ทันทีว่า สินค้านี้มี
วางขาย อยู่ที่เว็บไซต์ไหนอีกบ้าง และ แต่ละเว็บไซต์ขายราคาเท่าไหร่
รวมทั้งดูได้ด้วยว่า ส่งสินค้าฟรีหรือเปล่าครับ
นอกจากนั้น เรายังสามารถเข้าไปดูกราฟ แนวโน้มราคาได้ว่า เพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงอย่างไร เพื่อนำไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำกำไร และใช้
ในกลยุทธการตั้งราคาบิดได้ครับ
2. Google Product
ยี่ห้อ Google ก็การันตีความเจ๋งได้ระดับนึงครับ เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งรวมของ
สินค้าต่างๆ ที่มีวางขายอยู่บนอินเตอร์เน็ต ที่ให้ผู้ขายสามารถเข้ามาเขียน
แนะนำสินค้าได้ฟรี ดังนั้นเว็บไซต์จำนวนมากจึงมาเขียนแนะนำสินค้าไว้ที่นี่
ซึ่งเราก็เลยสามารถนำมาทำการค้นหา สินค้าที่เราต้องการได้ด้วยเช่นกันว่า
สินค้านี้มีวางขายที่ไหนอีกบ้าง และขายในราคาเท่าไหร่ มีคนพูดถึงเว็บไซต์
ที่ขายว่าอะไรบ้าง
3. mPire
เป็นอีกเว็บนึ่งที่น่ารัก และให้ข้อมูลที่ดี กล่าวคือ เว็บไซต์นี้นอกจากจะบอกว่า
สินค้ามีวางขายที่ไหน ราคาเท่าไหร่แล้ว ยังจะบอกให้เราทราบด้วยว่า สินค้า
ชิ้นนี้มีคนประมูลที่ eBay ได้ในราคาประมาณเท่าไหร่
รวมทั้งเราสามารถดูแนวโน้มราคาสินค้าได้ว่า กำลังขึ้นหรือลง ทำให้ทราบ
ความแรงของสินค้าได้ว่า จะขายดีได้ต่อไปอีกนานแค่ไหนครับ
แต่เท่าที่คอยเปรียบเทียบราคาสินค้ามาเรื่อยๆ พบว่า ถ้าหากสินค้าที่เรา
เลือกนั้น เป็นสินค้าที่ขายดีอยู่แล้วใน Amazon (โดยดูจาก Best Sellings,
Rating, Review เป็นต้น) ราคาที่ขายใน Amazon นั้น ก็จะไม่ต่างจาก
ที่ขายกันทั่วไปเท่าไหร่ จะถูกแพงกว่ากันก็นิดหน่อย แต่ด้วยแบรนด์ Amazon
ก็จะทำให้ขายได้ดีอยู่แล้วครับ
ขอให้ขายสินค้าได้เยอะๆ ครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Interviews Travel & Hotel Affiliate Program
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้ อ.อ้อ ก็ได้รับเกียรติจากคุณทรงชัย ณ อำภัย มาถ่ายทอดให้ความรู้แก่เพื่อนๆ ด้วยบทสัมภาษณ์ที่บอกเล่าที่มาที่ไปว่า กว่าจะมาเป็น Travel & Hotel Affiliate Man ที่ประสบความสำเร็จ เริ่มต้นมาจากอะไร ไปอ่านบทสัมภาษณ์กันเลยดีกว่าค่ะ
ไอเลิร์น : คุณเริ่มทำธุรกิจแอฟฟิลิเอทตั้งแต่เมื่อใด และเพราะเหตุใดจึงสนใจธุรกิจนี้
ทรงชัย : สำหรับธุรกิจแบบ Affiliate Marketing นี้นั้นตัวผมเองได้เริ่มรู้จักจากเว็บไซต์ของต่างประเทศครับ ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทำธุรกิจด้านนี้มานานหลายปีแล้ว ประกอบกับมีการก่อตั้งเว็บไซต์ของชุมชนกลุ่มเล็กๆในประเทศไทย (Sem.or.th) ที่มีความสนใจ ในการหารายได้จากทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และทำให้เกิดแหล่งความรู้ที่มีการต่อยอดและพัฒนาไปสู่การทำ E-business ในหลายๆรูปแบบครับ
สำหรับเหตุผลที่สนใจมาทำ Affiliate Marketing นั้นผมมองว่าเป็นการเริ่มต้นธุรกิจแนวใหม่ที่มีการลงทุนน้อยมาก และไม่ต้องมีความเสี่ยงใดๆ ในการจัดการสินค้าหรือบริการที่เราจะโฆษณาขายครับ ที่ทำสำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งผมสามารถดูแลโดยใช้เวลาที่ไม่มากในแต่ละวันในการจัดการครับ
ไอเลิร์น : ก่อนที่จะเลือกทำธุรกิจแอฟฟิลิเอทด้านการท่องเที่ยว คุณเริ่มทำจากช่องทางใดก่อน เพราะเหตุใดจึงเปลี่ยน
ก่อนที่จะเริ่มเข้ามาทำ Affiliate Marketing ด้านการท่องเที่ยวนั้น ตัวผมเองผ่านการทดลองจากการหารายได้จากอินเตอร์เน็ตมาหลายรูปแบบ เช่นรับจ้างอ่านอีเมล์ รับจ้างดูโฆษณาออนไลน์ (Auto Surf) หรือจะเป็นการลงทุนด้านเงินตราต่างๆ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สิ้นเปล่าและไม่มีความแน่นอนใดๆเลย ซึ่งหลังจากได้รู้จักกับ Affiliate Marketing ก็เริ่มจำทางได้ถึงจุดเด่นของธุรกิจนี้ครับ และพัฒนาเจาะจงมาสู่กลุ่มท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
ไอเลิร์น : ตอนเริ่มต้นธุรกิจพบปัญหาใดบ้างและหาทางออกอย่างไร
ทรงชัย : ปัญหาหลักๆ ของผู้ทำ Affiliate Marketing ประสบปัญหามากที่สุด คงเป็นเรื่องของการหากลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้าและบริการครับ ทางออกที่เหล่า Affiliate Marketer ใช้นั้น ก็จะใช้วิธีการโปรโมตตัวสินค้าหลายๆ วิธี เช่น การใช้ Search Engine Marketing เช่น การใช้ PPC ( Pay Per Click Program ) ต่างๆ รวมถึงการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ครับ
ไอเลิร์น : ปัญหาที่พบในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
ทรงชัย : สำหรับปัญหาหลักๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันยังไม่มีความแตกต่างมากนักในมุมมองของคนที่ทำการโปรโมตสินค้าผ่าน Search Engines ที่มีการแข่งขันมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากลับเป็นปัจจัยอื่นๆ แทนในปัจจุบันที่ทำให้การซื้อสินค้าลดลง หรือเพิ่มขึ้น เช่นสภาวะการเมืองที่ส่งผลกับการท่องเที่ยวโดยตรงครับ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจในประเทศด้วยที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาครับ
ไอเลิร์น : รายได้เมื่อเริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบันแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
ทรงชัย : รายได้จากการเริ่มต้นทำในช่วงแรกปรับเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันตามปริมาณของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ หากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการบริการหรือสินค้าของเรา ก็สามารถเพิ่มยอดรายได้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหน้าฤดูท่องเที่ยว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการโปรโมตเว็บไซต์เป็นหลักด้วยครับ
ไอเลิร์น : ปัจจุบันคุณมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนจากการทำธุรกิจแอฟฟิลิเอทเป็นจำนวนเท่าใด
ทรงชัย : สำหรับรายได้จากเว็บไซต์ PattayaHoliday.biz ที่เดียวของผมนั้น ทำรายได้ให้หลักหมื่นต่อเดือนครับ ซึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในฤดูการท่องเที่ยวครับ
ไอเลิร์น : เว็บไซต์ Hotel2Thailand.com มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้ทำแอฟฟิลิเอทรายละกี่เปอร์เซ็นต์
ทรงชัย : ในส่วนของผู้ให้บริการอย่าง Hotels2thailand.com ที่มีบริการ Affiliate Program โรงแรมในประเทศรวมถึง Package tours ต่างๆ ในประเทศมีการแบ่ง % ค่าคอมมิชชั่นให้กับเว็บไซต์ที่เข้าร่วม Affiliate Program ตั้งแต่ 40% สูงสุดที่ 60% จากรายได้ที่ Hotels2thailand.com ได้รับสุทธิ แต่ละการขายบริการครับ
ไอเลิร์น : คาดว่าแนวโน้มธุรกิจนี้ในด้านการท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร
ทรงชัย : สำหรับแนวโน้มของ Affiliate Marketing ด้านการท่องเที่ยวนั้นตลาดยังคงเปิดกว้าง แต่ยังมีอยู่ในกลุ่มที่แคบๆ ในประเทศไทยด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แต่กลับเป็นกลุ่มเว็บไซต์ของต่างประเทศที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากการทำ Affiliate Marketing ด้วยการขายบริการห้องพักในประเทศไทยแทนครับ ซึ่งหลังจากที่ผมได้เขียนหนังสือ “เที่ยวไปรวยไป ด้วย Travel Affiliate Programs” แล้วในอนาคตก็หวังว่าเงินทองเหล่านั้นคงกลับมาหมุนเวียนอยู่ในประเทศเรามากขึ้น และสามารถสร้างรายได้ให้กับคนไทยมากยิ่งขึ้นครับ
ขอขอบคุณ คุณทรงชัย ณ อำภัย www.songchaiblog.com
เพื่อนๆ ที่ต้องการข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับการทำ Travel&Hotel Affiliate Program สามารถดาวน์โหลด iBusiness Magazine ฉบับเดือนสิงหาคม 2551 โดยพบกับเนื้อหาในการทำ Hotel Affiliate ตั้งแต่ Model การทำธุรกิจ การเลือกจดโดเมนเนมให้เหมาะกับการทำเว็บไซต์ Hotel Affiliate การเลือกโปรแกรมสร้างเว็บไซต์ที่เหมาะสมที่สุด และที่สำคัญหากคุณสนใจเป็น Affiliate ให้กับโรงแรมหรือห้องพักต่างๆ ได้ค่ะ
iBusiness Magazine August 2008
นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมแล้วนะครับ วันและเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกินนะครับ เพื่อนๆ คิดอย่างผมกันบ้างไหมครับ เพราะฉะนั้นหากใครที่คิดจะทำอะไรไว้ แล้วยังไม่ได้ทำ ผมว่าถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องเริ่มลงมือทำเสียที ก่อนที่วันและเวลาจะเดินไปถึงสิ้นปี และหมดปีไปโดยที่เราไม่ลงมือทำอะไรเลยนะครับ
และอย่างที่ผมได้เกริ่นไปแล้วนะครับว่า ใกล้ช่วงสิ้นปีเข้าไปทุกทีๆ อย่างหนึ่งที่คนทำ Affiliate อย่างเราทราบกันดีนั่นก็คือ การเตรียมตัวที่จะขายสินค้าช่วงสิ้นปีนั่นเองครับ หากว่าเราเตรียมตัวและเก็บข้อมูลไว้แต่เนิ่นๆ ก็อาจจะทำให้เราสามารถทำกำไรได้อย่างงามครับ
และนอกจากช่วงสิ้นปีจะมีการขายสินค้าอย่างคึกคักให้ได้ตื่นเต้นแล้ว ยังมี Affiliate อีกโปรแกรมหนึ่งที่สามารถให้เราทำธุรกิจได้ในช่วงสิ้นปี นั่นก็คือ Hotel Affiliate Program นั่นเองครับ
สำหรับเพื่อนๆ คนใดที่สนใจการทำธุรกิจ Hotel Affiliate ก็ไม่ต้องกังวลครับว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะวันนี้ผมได้นำ iBusiness Magazine ฉบับเดือนสิงหาคม ซึ่งเนื้อหาในฉบับนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Hotel Affiliate โดยเฉพาะ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ฟรีครับ
โดยเนื้อหาในฉบับนี้ จะนำความรู้เกี่ยวกับ Hotel Affiliate ตั้งแต่ Model การทำธุรกิจ การเลือกชื่อโดเมนเนม การใช้โปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อสร้างเว็บไซต์สำหรับทำ Hotel Affilaite นอกจากนี้คุณทรงชัย ณะอำภัย ยังได้มาบอกเล่าประสบการณ์พร้อมเคล็ดลับเล็กๆ น้อยเกี่ยวกับการทำ Hotel Affailate ผ่านบทความด้วยครับ และที่สำคัญฉบับนี้ iInterview ไปสัมภาษณ์ใครมาคงต้องติดตามกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ
หากเพื่อนๆ คนใดที่มีข้อสงสัยหรือคำแนะนำติชมก็อย่าลืมฝากไว้ที่ Comment ด้านล่างหรือจะส่งอีเมล์มาที่ editors@infogination.com ก็ได้เช่นกันครับ
แล้วพบกันใหม่ฉบับเดือนกันยายนครับ
ตราวุทธิ์
Google Insights for The Green Products
ตอนนี้ดูเหมือนว่าทาง Google จะเร่งพัฒนาฟังค์ชั่นและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยนักโฆษณาออนไลน์ทั้งหลายให้ทำโฆษณาได้ดีและตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น เพราะทาง Google คงสรุปได้แล้วว่า ยิ่งให้ข้อมูลที่ละเอียดกับผู้ลงโฆษณาเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้ผู้ลงโฆษณาทำกำไรได้ดีขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อโฆษณาได้กำไร ทุกคนก็ยังคงจะโฆษณากับ Google ต่อไป
อย่างเมื่อครั้งก่อนๆ ที่ผมได้แจ้งไปแล้วว่า ทาง Google ได้เพิ่มข้อมูลเข้าไปในตัว Google Keyword Tool ให้เราสามารถดูได้เลยว่า จำนวนคนค้นหาในแต่ละ Keywords นั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว
มาคราวนี้ Google ได้ออกเครื่องมือใหม่มาอีก เรียกว่า Google Insights for Search ซึ่งด้วยเครื่องมือนี้ จะทำให้เราสามารถรับรู้ทุกอย่างที่จำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ Keywords ได้เลยครับ รวมทั้งสามารถเปรียบเทียบค่าต่างๆ ตามแกนต่างๆ เช่น เปรียบเทียบตาม Keywords เปรียบเทียบตามเวลา และเปรียบเทียบตาม แหล่งที่คนทำการค้นหาครับ
=> http://www.google.com/insights/search
อย่างถ้าหากผมต้องการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ผมก็ใส่คำค้นหาลงไปว่า Green Products เพื่อดูว่า สินค้าประเภทนี้จะเป็นที่ต้องการของคนมากน้อยแค่ไหน และคนแถบไหนที่มีการค้นหาและสั่งซื้อสินค้าแบบนี้มากกว่ากันครับ
อย่างแรกจะเห็นได้ชัดเลยว่า กราฟการค้นหานั้น เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปลายปี 2006 เป็นต้นมาครับ แสดงว่าตอนนี้กระแสคนที่ต้องการสินค้า Green Products นั้นกำลังมาเลย และทั้งนี้ถ้าหากเราต้องการดูกระแสในแต่ละช่วงเวลาให้ละเอียดขึ้นก็สามารถทำได้ครับ โดยเข้าไปเลือกที่ Time Ranges
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อเลื่อนลงมาดูอีก เราก็จะเห็นข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศที่ทำการค้นหาสินค้า Green Products มากที่สุด ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา รองลงมาก็คือ ประเทศแคนาดาถ้าหากเราต้องการดูให้ละเอียดขึ้นว่า รัฐไหนเมืองไหนที่ค้นหามากที่สุด ก็ทำได้โดยการคลิกเข้าไปที่ชื่อประเทศนั้นๆครับ
และข้อมูลชุดสุดท้ายที่สำคัญคือ ทาง Google จะบอกว่าคำค้นหาอื่นๆ (ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาของเรา) ที่มีคนค้นหาเยอะๆมีอะไรบ้าง อย่างเช่นในตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นว่า Top Searches ของสินค้าประเภทนี้คือ green cleaning products และคำค้นหาที่มาแรงสุด (Rising Searches) คือ wholesale green products นั่นเองครับ
เราสามารถใช้ประโยชน์จาก Google Insights for Search ได้อีกเยอะมากครับ ที่ยกตัวอย่างมาให้ดูก็เป็นวิธีการใช้งานเบื้องต้นเท่านั้นเอง ดังนั้นลองเข้าไปใช้กันดูนะครับ แล้วจะพบว่า เราจะได้อะไรมากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ
และสำหรับใครที่ต้องการทำ Affiliate ด้วย ช่วยโลกไปด้วย ^_^ ก็สามารถทำโฆษณาสินค้าประเภทช่วยโลกได้แล้วนะครับ เพราะทาง Amazon ก็ได้เปิดตัว Amazon Green ที่รวบรวมสินค้าประเภท Green Products นี้เอาไว้ให้คนทั่วไปได้จับจ่าย และซื้อมาไว้ในครองครองแล้วครับ
ใครที่สนใจจะทำโฆษณา Green Products ซึ่งก็น่าจะเป็น Niche Market ที่ดีพอสมควรในอนาคต ก็เข้าไปเลือกดูสินค้าได้เลยนะครับ ที่
และสุดท้ายก็อย่าลืมนะครับว่า เพียงแค่เราทำความดี และ ช่วยเหลือคนอื่นๆอยู่เสมอ ก็เป็นการช่วยให้โลกและสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นแล้วครับ
เพื่อโลกสวยครับ
ตราวุทธ
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้วิธีการสร้างรายได้จากธุรกิจ GoogleRich อย่างยั่งยืนและมั่นคง
รวมทั้งเทคนิคการประยุกต์ทำธุรกิจ GoogleRich แบบ ไม่ต้องลงทุน
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ิ์
What did you do yesterday?
สำหรับวันนี้ผมก็มีเรื่องราวมา Update ให้กับเพื่อนๆ 3 เรื่องด้วยกันครับ
1. เรื่องแรกคือ เรื่องการรับเงินแบบ Direct Deposit จากทาง Amazon
โดยถ้าหากใครที่เลือกการรับค่าคอมมิสชั่นจาก Amazon เป็นแบบ Direct Deposit
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกันนะครับ เพราะว่า รอตั้งนาน
เงินก็ไม่ยอมเข้าสักที กว่าเงินจะเข้าก็ล่วงเข้าไปประมาณวันที่ 7 สิงหาคม กันนั่นเลย
หลายๆ คนก็เลยสงสัยกันไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้น
ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพที่นิวยอร์กก็ได้เป็นธุระในการติดต่อสอบถามกับทางAmazon
ให้ว่า “มีลูกค้าแจ้งมาว่ายังไม่ได้รับเงินเข้าบัญชีเลย ทาง Amazon ได้โอนเงินมาให้
หรือยัง” ก็เลยได้ทราบจาก Amazon ว่า ระบบภายในมีปัญหา ทำให้เงินที่แจ้งไปยัง
Affiliate แต่ละคนนั้น แจ้งไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการโอนให้ครับ ซึ่งรออีกนิด เงินก็จะ
เข้าถึงทุกคนแน่นอนครับ (และตอนนี้ก็คงเงินเข้าเรียบร้อยแล้วทุกคนนะครับ)
จากเหตุการณ์นี้ ทางธนาคารกรุงเทพจึงได้ฝากมาบอกทุกคนเลยว่า ธนาคารกรุงเทพ
ที่สาขานิวยอร์กนั้นเป็นเสมือนตัวกลางในการส่งผ่านเงินโอน ซึ่งในแต่ละวันทาง
ธนาคารจะมีการดึงข้อมูลการฝากเงินจากศูนย์ข้อมูล และก็จะทำการโอนเงินเข้า
บัญชีที่ไทยครับ ดังนั้นถ้าหากมีรายการฝากเงินเข้าแล้ว อย่างช้าไม่เกิน 1 วัน เราก็
จะได้รับเงินครับ
ส่วนเรื่องการที่เงินโอนจะเข้าวันไหน เมื่อไหร่ยังไงนั้น จะเป็นเรื่องของผู้ที่ฝากเงิน
เข้าบัญชี เช่น Amazon, CJ ว่าจะส่งไฟล์มาที่ธนาคารและขอฝากเงินเข้าวันไหนครับ
ดังนั้นถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นครั้งต่อไป ไม่ต้องตกใจครับ ถ้าหากเราไม่ไ้ด้
ทำอะไรผิดพลาดไป ยังไงเงินก็ต้องเป็นของเรา และมาเข้าบัญชีเราเองในที่สุดครับ
2. สำหรับเรื่องที่สองนี้ คงเหมาะสำหรับใครที่กำลังต้องการหาซื้อหนังสือ
แนว eBusiness อยู่นะครับ
เพราะว่าทาง Taradedu ได้ฝากข่าวมาบอกว่า ทุกคนสามารถเข้าไปซื้อหนังสือแนว
eBusiness นี้จากในเว็บไซต์ www.taradedu.com ได้โดยตรง ซึ่งทาง
Taradedu ก็มีโปรโมชั่นลดราคาพิเศษในช่วงนี้อยู่ครับ
ใครสนใจเรื่องไหน ก็ลองไปหาซื้ออ่านกันได้ครับ เพราะ “เงินทองหาเมื่อไหร่ก็หาได้
แต่ความรู้ที่ลึกซึ้งนั้นหาได้ยากยิ่ง” มีโอกาสแล้วอย่าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตาม
กระแสโลกครับ เสริมความแข็งแกร่งให้ตนเองด้วยการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แล้วว่าย
ทวนกระแสไปให้ถึงเส้นชัยครับ
3. เมื่อวานผมพาคุณแม่ไปดู Wall-E มาครับ ก็เป็นหนังรักซึ้งๆ ของหุ่นยนต์
บ้านๆ กับหุ่นยนต์ไฮเทค และด้วยความรักนี้เอง
ก็ได้ทำให้หุ่นยนต์เก็บขยะของเรากลายเป็นฮีโร่ไปซะ อย่างที่เคยได้ยินมาครับว่า
“ความรักทำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้เสมอ”
จริงๆ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากครับ แต่ที่ผมคิดว่าเจ๋งก็คือ การที่ผู้สร้างสามารถทำให้
เราเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของหุ่นยนต์แต่ละตัวได้ โดยที่หุ่นยนต์ทั้งหมดแทบไม่
ไม่มีบทพูดเลย ผมคิดว่าทาง Pixar คงต้องการท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยโจทย์นี้ ก็
เลยสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา และแน่นอนว่า Pixar เค้าก็ทำได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ครับ ใครที่สนใจก็ลองไปดูกันได้ครับ
แล้วเพื่อนๆ ไปไหนหรือทำกิจกรรมใดร่วมกับคุณแม่บ้างครับ ถ้ามีเวลาก็แวะเวียนมา
Update ให้ฟังกันบ้างนะครับ
โชคดีนะครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการเพิ่ม CTR ให้โฆษณา AdWords ของคุณ
และเทคนิคการทำ Affiliate Marketing แบบต่างๆได้ที่
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Love to Give ,but not take From Mama
วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแม่แล้วนะครับ ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ ได้เตรียมของขวัญพิเศษ
ให้คุณแม่กันหรือยังครับ ผมว่าจริงๆ แล้ว คุณแม่ทุกท่าน ก็คงไม่ได้ต้องการ
ของขวัญชิ้นใหญ่โต หรือราคาแพงอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ เพียงแค่เพื่อนๆ
มีพวงมาลัยสัก 1 พวง แค่นี้รับรองว่าคุณแม่ก็คงจะปลาบปลื้มแล้วละครับ
แต่ถ้าจะให้ดีผมว่าเพื่อนๆ ลงกราบคุณแม่สักหนึ่งครั้งพร้อมกับพวงมาลัย
หรือจะหอมแล้วกล่าวคำขอบคุณซึ้งๆ ให้คุณแม่ได้ยิน แค่นี้ผมว่าคุณแม่ทุกๆ
ท่านก็คงปลื้มเป็นอย่างมากแล้วครับ
และเนื่องในวันพรุ่งนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ผมก็ขอนำนิทานดีๆ เรื่องหนึ่งที่แสดงให้
เห็นถึงความรักของแม่
“มีแม่คนหนึ่งที่มีอายุมากแล้ว และด้วยอายุที่มากนี้ทำให้สภาพร่างกาย
ที่เคยแข็งแรงต้องอ่อนแอไปตามกาลเวลา และอายุขัย ด้วยความที่อายุ
ของแม่นี้มากแล้ว จึงทำให้แม่ท่านนี้เดินไม่ได้ จึงสร้างความรำคาญใจ
ให้กับลูกของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกต้องคอยมานั่งดูแลตลอดเวลา
จะทำอะไรเองก็ไม่สามารถทำได้ จึงสร้างความรำคาญใจให้กับลูกเป็นอย่างมาก
ดังนั้นผู้เป็นลูกจึงได้คิดวางแผนที่จะพาแม่ไปปล่อยไว้กลางป่าลึก
เพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องคอยดูแลผู้ที่เป็นแม่อีกต่อไป
เมื่อผู้เป็นแม่ทราบเรื่องที่ลูกจะพาแม่ไปปล่อย ผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้ขัดขวาง
และอ้อนวอนแต่อย่างใด ได้แต่ปล่อยให้ลูกทำไปตามที่ตนต้องการ
ในระหว่างทาง ผู้เป็นแม่ได้แต่หักกิ่งไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ
โดยไม่ได้เอ่ยปากวิงวอนร้องขอแต่อย่างใด จนเมื่อถึงบริเวณกลางป่า
ผู้เป็นลูกก็วางแม่ลงบริเวณโขดหิน และเตรียมกันหลังเดินกลับทางเดิน เพื่อกลับบ้าน
แต่ด้วยที่ป่ามีสภาพที่เหมือนกัน ผู้เป็นลูกจึงจำทางเดินกลับออกไปจากป่าไม่ได้
ในขณะนั้นเอง ผู้เป็นแม่ก็ได้พูดออกมาว่า
ให้ลูกเดินตามทางกิ่งไม้ที่แม่ได้หักไว้ให้เพื่อกลับบ้านเถิด เจ้าจะได้ไม่หลงทาง”
เป็นอย่างไรบ้างครับ พออ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย บอกได้อย่างเดียวเลยครับว่า อึ้ง!
จริงๆ เห็นไหมครับว่า ไม่ว่าลูกจะทำอย่างไรกับผู้เป็นแม่
แม่ก็ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองเรา แถมยังมีแต่ความห่วงใยให้ตลอดมาอีกด้วย
ผมเชื่อนะครับว่าคนเป็นแม่ทุกคน ก็คงรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถือโอกาสในวันดีๆ อย่างวันแม่ในวันพรุ่งนี้
มาบอกรักและขอบคุณคุณแม่ของเรา ให้คุณแม่ได้ซาบซึ้งใจกันดีกว่านะครับ
ส่วนผมเองก็คงจะพาคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้าน
และก็คงจะกอดคุณแม่อย่างแน่นอนครับ ยังไงผมก็ขออวยพรให้คุณแม่ทุกๆ
ท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรงๆ นะครับ ^ ^
และหากเพื่อนๆ คนใดที่อยากจะบอกรักคุณแม่
หรือมีวิธีแสดงความรักให้กับคุณแม่แบบแปลก(ที่ดีด้วยนะครับ)
ก็สามารถฝากไว้ได้ที่ Comment ด้านล่างนะครับ
สุขสันต์วันแม่ครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการเพิ่ม CTR ให้โฆษณา AdWords ของคุณ
และเทคนิคการทำ Affiliate Marketing แบบต่างๆได้ที่
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Dreamweaver Workshop
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ สำหรับวันนี้นะคะ อ.อ้อ ก็มีข่าวดีมาฝากกันอีกแล้ว สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ แต่ไม่มีความรู้พื้นฐานในการสร้างเว็บไซต์ หรือต้องการทำ Landing Page อย่างง่าย ไว้สำหรับเริ่มต้นทำโฆษณาออนไลน์ขายสินค้า ก็อย่าพลาดกับหลักสูตร การสร้าง website แบบอิสระด้วย Adobe Dreamweaver ที่สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิร์ลค่ะ
หลักสูตรอบรม สร้าง website แบบอิสระด้วย Adobe Dreamweaver รายละเอียดหลักสูตร หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเชิง Workshop เน้นการปฏิบัติตามที่ละขั้นตอนจนสามารถสร้างเวบไซต์ และ Upload เวบไซต์ที่สร้าง ไปแสดงบนโลก Internet ได้ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากหลักสูตรนี้
- การใช้งาน Dreamweaver เบื้องต้น
- การตกแต่งเว็บเพจด้วยกราฟิกและมัลติมีเดีย
- การสร้างและกำหนดคุณสมบัติของตาราง
- การเชื่อมโยงเว็บเพจโดยใช้คำสั่ง Hyperlink
- เทคนิคการโปรโมทเว็ปไซต์
- การสมัครใช้บริการพื้นที่ฟรี http://geocities.yahoo.com
- แนะนำการจดทะเบียน Domain name, การเช่าพื้นที่ Server และ การ Upload File ขึ้น Server
คุณสมบัติของผู้เข้าอบรม มีความรู้และสามารถใช้งานโปรแกรม Microsoft Windows และ สามารถใช้ Internet ได้
วิทยากร อ.พิมพ์พร นรินทร์โท
วัน เดือน ปี 06 ก.ย. 2551 ถึง 07 ก.ย. 2551 เวลา 10:30 - 16:30 (10 ชม.)
สนใจติดต่อสำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: 0-2257-4300 ต่อ 432, 435
Get Lost In Macau
เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่าครับ ยังไงก็พักผ่อนบ้างนะครับ
อย่าหักโหมทำแต่งานจนเกินไป เดี๋ยวสุขภาพจะไม่ดีเอาครับ
สำหรับผมเอง เดือนนี้มีงานสอน งานบรรยายเยอะมากเลยครับ
อย่างเมื่อวานก็เพิ่งไปสอนนักศึกษา MBA ที่มหาวิทยาลัย
ราชมงคลสุวรรณภูมิ ที่อยุธยามา เลิกตั้ง 21.30 น. กว่าจะกลับ
มาถึงบ้านก็เกือบ 23.00 น. แล้วครับ
ถึงจะรู้สึกเหนื่อยบ้าง แต่ก็สนุกดีครับ ได้เห็นนักศึกษาตั้งอกตั้งใจเรียน
และตอบคำถามเป็นอย่างดี แม้ว่าช่วงหลังจะมึนๆ กันไปหน่อยก็ตาม
ไม่รู้ว่าอาทิตย์หน้าไปสอนอีกจะมาเข้าเรียนกันครบทุกคนอีกไหม ^_^
ส่วนวันพรุ่งนี้ ถ้าหากใครมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนา eBusiness 4 The
Net Generation ที่ธนาคารกรุงเทพ ก็อย่าลืมเข้ามาทักทายกันด้วยนะครับ
ผมคงจะไปก่อนเริ่มงานสักเล็กน้อย และอยู่จนเลิกงานครับ
—
สำหรับวันนี้ ผมก็มีวีดีโอมาฝากกันอีกแล้วครับ เป็นวีดีโอนำเที่ยวสถานที่
่สำคัญๆในมาเก๊าครับ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ไปที่มาเก๊าครับ
ตอนแรกนึกว่าบรรยากาศเมืองจะมืดครึ้ม เป็นเมืองการพนันอย่างเดียว
แต่คิดผิดครับ บรรยากาศเมืองน่ารัก น่าอยู่มาก และมีสถานที่ต่างๆ
ให้เราไปเยี่ยมชมมากมายครับ
ส่วนคาสิโนในมาเก๊านั้น ตอนนี้มีการพัฒนาไปมากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ
มีการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว คล้ายๆ กับที่ทำกันใน
Las Vegas เลยครับ
ถ้าถามว่าผมไปเล่นพนันด้วยไหม แน่นอนครับว่า ต้องไป ผมเป็นคนชอบ
เสี่ยงดวงอยู่แล้วครับ แต่การเล่นพนันแบบนี้ เล่นเพื่อสนุกเท่านั้นครับ ลงไป
1,000 เหรียญ เล่นไปสัก 2 ชั่วโมง ได้กลับมา 1,500 เหรียญครับ
สรุปแล้วได้กำไร 500 เหรียญครับ ^_^
จริงๆ แล้ว การพนันแบบนี้ ก็จะมีหลักการเล่นอยู่พอสมควรครับ ถ้าหากเรา
รู้หลักการเล่น เราก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าขาดทุนครับ เหมือนใน
หนังเรื่อง 21 ที่บอกว่า เราเข้าไปคาสิโนเพื่อทำธุรกิจ ไ่ม่ใช่เพื่อเล่นพนัน
ดังนั้นให้เราใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการเล่นครับ
ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะเรียนรู้ด้วยประสบการณ์มาแล้วว่า ทุกครั้ง
ที่เราใช้อารมณ์ในการเล่นพนัน หรือ การทำธุรกิจก็ตาม มักจะจบลงด้วย
ความเสียหายแบบที่คาดไม่ถึงเลยครับ
อย่างการบิด Keywords นั้น ถ้าหากเราใช้อารมณ์ในการเพิ่มค่าบิดตามใจ
ชอบ เรามักจะขาดทุนครับ ต่างกับการที่เราค่อยๆ ปรับเพิ่มลดค่าบิดตาม
สถิติที่เรามีอยู่ในมือ แรกๆอาจจะรู้สึกลำบาก แต่หลังๆ พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่
เราจะทำกำไรได้แน่นอนครับ ขอย้ำอีกครั้งครับว่า การทำธุรกิจนั้นทุกอย่าง
เป็นเรื่องของสถิติครับ ไม่ใช่เรื่องของดวง
สุดท้ายก็ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง และ มีแต่ความสุขนะครับ
แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ
ตราวุทธิ์
Selling Amazon TextBooks
ครั้งก่อนผมได้พูดถึงเรื่อง Back To School Season ไป คิดว่าตอนนี้คงมีหลายๆ คน
ได้เริ่มๆ ทำโฆษณาสินค้าประเภทนี้ไปแล้ว ได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วย
นะครับ
แต่ทำโฆษณาไป ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะครับ เพราะอย่างที่มีเพื่อนท่านหนึ่งมา comment
ไว้ว่า ทำโฆษณาสินค้าประเภท Season แบบนี้ อาจจะมีคู่แข่งเยอะ และบิดแพงได้ครับ
ดังนั้นถ้าจะทำ วางแผนให้รอบคอบ ศึกษาดูว่าตลาดนี้ยังมีช่องว่างเหลือให้เราเข้าไปอีก
แค่ไหน แต่จากที่ผมทำโฆษณามา ถ้าหากเราขยันจริงๆ ตลาดนี้ยังมีช่องว่างให้เราเข้าไป
อีกเยอะครับ เพราะผมจะใช้ Keywords ที่เป็น Niche มากๆ (เฉพาะเจาะจงมากๆ) ประเภท
ชื่อรุ่น ชื่อยี่ห้อ ชื่อสินค้า นั่นเลย ดังนั้นจึงยังมีสินค้าอีกมากมาย ที่ยังไม่มีใครทำโฆษณาครับ
สินค้าประเภทหนึ่งที่เรามั่นใจได้เลยว่ามีคนซื้อแน่ๆ ก็คือ Text Books ครับ เพราะยังไง
เด็กนักเรียน หรือ นักศึกษา จำเป็นต้องซื้อเพื่อเข้าเรียนแน่ๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเข้าไปซื้อจาก
เว็บไซต์อื่นๆ เช่น eBay แต่ส่วนมากแล้ว ก็มักจะมาหาซื้อที่ Amazon นี้กันเป็นอันดับแรกครับ
(และต้องไม่ลืมด้วยว่า ตลาดการศึกษาในอเมริกานั้น ใหญ่ที่สุดในโลกครับ)
ตอนผมอยู่ที่อเมริกา เพื่อนๆส่วนมากก็จะเข้ามาซื้อ TextBook กันใน Amazon นี่แหละครับ
เพราะว่ามีให้ซื้อทั้งแบบ Used และ New แบบปกอ่อน ปกแข็ง ทั้งราคาถูกและราคาแพง
แล้วแต่ชอบครับ
ที่สำคัญไม่ว่าจะซื้อแบบไหน ก็จะราคาถูกกว่าซื้อที่ร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยครับ มีอยู่
เล่มหนึ่งของผมตอนนั้น ถ้าหากซื้อที่มหาวิทยาลัยจะตกราคาเล่มละ $110 แต่พอซื้อที่ Amazon
เหลือราคาเพียงแค่ $70 เท่านั้นเองครับ นี่เลยเป็นเหตุผลที่ผมและคนอื่นๆ ซื้อ TextBook
จาก Amazon มาโดยตลอดครับ
การทำโฆษณา TextBooks เราก็สามารถทำได้หลายอย่างครับ
1. ถ้าจะทำเป็น Mass
เราก็สามารถใช้ Keywords ที่กว้างๆ และเกี่ยวข้องกับ TextBooks เพื่อเน้นให้คนที่กำลังค้นหา
TextBooks อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เข้ามาที่ Amazon ไว้ก่อน เพราะยังไงคนเหล่านี้ก็มี
ีเปอร์เซ็นต์จะซื้อสูงอยู่แล้วครับ
ส่วน Landing Page นั้น เนื่องจากเราใช้ Keywords กว้างๆ เกี่ยวกับ TextBooks ดังนั้นเรา
อาจจะส่งลูกค้าไปยังหน้า Landing Page ที่มีฟังค์ชั่นให้ทำการค้นหา TextBooks ที่ลูกค้า
สนใจต่อไปก็ได้ เช่น
หรือ เราอาจจะดูความเหมาะสมของหน้า Landing Page จาก Keywords ที่ใช้ด้วยก็ได้
เช่น ถ้าหากเราใช้ Keywords ว่า “Accounting TextBooks” เราก็อาจจะส่งไปยังหน้าที่รวม
TextBooks ด้าน Accounting ทั้งหมดก็ได้ครับ
2. ถ้าหากจะทำแบบ Niche
แบบนี้ต้องเหนื่อยในการหา Keywords เขียน Ads และสร้าง Ad Group หน่อย เพราะเราจำเป็น
ต้องทำโฆษณาเยอะเลยครับ โดยไม่สนใจว่าคนจะค้นหรือไม่ค้น แต่ข้อดีคือ Conversion จะสูง
และค่าโฆษณาจะต่ำ เพราะจะไม่ค่อยมีคนทำโฆษณาแข่งกับเรานัก
ตัวอย่าง Keywords ที่เราใช้ก็จะเป็น
• ชื่อหนังสือ
• ชื่อวิชา/ ชื่อหลักสูตร
• ชื่อผู้แต่งหนังสือ
• เลข ISBN ของหนังสือ
และแน่นอนครับว่า เราควรต้องเขียนโฆษณาและส่งลูกค้าไปยังหน้า LP ที่เป็นหนังสือเล่มนั้นๆ
เลยครับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการซื้อที่มากที่สุดครับ นอกจาก TextBooks แล้ว ก็ยังมีสินค้าที่
สามารถนำมาขายได้อีกหลายอย่างครับ ยังไงก็ลองไปค้นหาและทำโฆษณากันดูนะครับ
ตราวุทธิ์
ป.ล. ตอนนี้สัมมนา GoogleRich Underground Techniques เหลืออีกเพียง 8 ที่นั่งเท่านั้นครับ
ถ้าหากคุณสนใจจะเข้ามาเรียนรู้เทคนิคการทำ GoogleRich ฉบับ Underground จากผม
ก็รีบสมัครเข้ามาได้เลยนะครับ
=> http://www.googlerich.net/seminar/googlerichunderground/
GIB: Google In Black
เพียงแค่เห็นชื่อเรื่องของวันนี้ เพื่อนๆ ก็อย่างเพิ่งตกใจไปนะครับ ว่า Google
จะไปปฏิบัติการอะไรพิเศษ หรือ ว่า Google จะไปทำอะไรผิดๆ นะครับ
เพราะคำว่า Black อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดีเสมอไป
ช่วงนี้เรามักจะได้ยินถึงกระแสโลกร้อนกันบ่อยมากขึ้น และ จะเห็นว่าคนจำนวนมาก
ในหลายๆ ประเทศก็ได้ออกมาร่วมกันรณรงค์ให้มนุษยชาติร่วมกันดูแลและรักษา
สิ่งแวดล้อมของโลกเราให้ดีขึ้น
สำหรับวิธีการที่ร่วมมือรณรงค์นั้น ก็จะมีให้เห็นแตกต่างกันไปหลากหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือ เดินทางด้วยรถขนส่งมวลชน
หากเป็นรถส่วนบุคคลก็ให้มีผู้นั่งรถไปด้วยกันหลายๆ คน หรือ อย่างในบ้านเรา
ที่กำลังเป็นนิยมกันอย่างมากก็เช่นเรื่องถุง หรือ กระเป๋าลดโลกนั่นเองครับ
ซึ่งทางผมเองก็ได้มีการจัดทำกระเป๋าช่วยลดโลกร้อนด้วยเหมือนกัน หากเพื่อนๆ
คนใดที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานสัมมนา Thailand eBusiness Summit I:
From Zero to Hero ก็คงจะได้รับเป็นของที่ระลึกกลับไปกันนะครับ ^ ^
ทีนี้เพื่อนๆ อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าเอ๊ะ แล้วตกลงเรื่องโลกร้อนนี้ เกี่ยวอะไรกับ
Google in Black กันแน่ ซึ่งผมก็ขอบอกว่าเกี่ยวอย่างแน่นอนครับ อย่างที่เพื่อนๆ
หลายคนคงทราบกันดีว่าทาง Google นั้นได้จัดทำหน้า Search ที่เป็นหน้าจอสีดำ
ทั้งหมด เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน
โดยการเปลี่ยนหน้า Search เป็นหน้าจอสีดำนี้ จะช่วยลดพลังงานการใช้ไฟฟ้า
จากเดิมที่เป็นหน้าจอสีขาวตามปรกติถึง 15 วัตต์ ถึงแม้ว่าตัวเลขนี้อาจจะดูน้อยนิด
แต่หากเราพิจารณาดีๆ ว่าวันๆ หนึ่งมีคนเข้าใช้งาน Google เป็นจำนวนมาก
แล้วผู้ใช้งานจำนวนนั้นเปลี่ยนมาใช้หน้าจอเป็นสีดำจะช่วยลดพลังงานการใช้ไฟฟ้า
ไปได้มากเท่าไหร่
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวนี้เพื่อนๆ ก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้ผมจึงไม่ได้มา
บอกกล่าว แค่เพียงเรื่องนี้เท่านั้นครับ ผมได้นำลิงค์ที่ให้บริการ Search ข้อมูล
ของ Google ที่มีหน้าจอเป็นสีดำมาฝากเพื่อนดังนี้ครับ
=> http://googleinblack.blogspot.com/
=> http://www.blackle.com/
=> http://www.blaxel.com/
=> http://jabago.com/thai_black_google/
=> http://google-black.blogspot.com/
=> http://googleblack.tripod.com/
หากเพื่อนๆ คนใดไม่ชอบใจกับหน้าจอของ Google ทีเป็นสีดำ แต่ก็ยังมีจิตใจ
อยากช่วยลดพลังงาน จะลองหันมาใช้หน้า Search อีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ครับ
โดยหน้าจอที่จะแนะนำนี้เป็นหน้าจอสีขาวเหมือนหน้าจอปรกติครับ
แตกต่างตรงที่โลโก้ของ Google ไม่มีสีเท่านั้นเองครับ ซึ่งก็จะช่วยประหยัด
พลังงานไปได้บ้าง ถึงแม้อาจจะไม่เท่ากับหน้าจอสีดำก็ตามครับ
=> http://blogoscoped.com/blackandwhite/
ถ้าเพื่อนๆ คนใดสนใจอยากตั้งค่าให้ Google Search ของเพื่อนๆ
เป็นแบบไหนก็ลองนำไปใช้กันดูนะครับ อย่างน้อยก็จะได้ร่วมกัน
เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์และอนุรักษ์โลกของเราครับ ^_^
แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ
ตราวุทธิ์
ป.ล. ส่วนสำหรับใครที่ต้องการเรียนรู้เทคนิคการทำโฆษณาบน Google
อย่างถึงแก่นในแบบฉบับ Underground ก็อย่าลืมมาเจอกันได้
้ที่งานสัมมนา GoogleRich Underground Techniques นะครับ
(เหลืออีกเพียง 12 ที่นั่งเท่านั้น)
Flip album Workshop
สวัสดีค่ะ วันนี้อ.อ้อก็มีข่าวดีสำหรับท่านใดที่สนใจอยากสร้าง e-book หรือ สร้างผลงานหนังสือพูดได้ หรือจะนำไปประยุกต์ใช้สำหรับงานทางด้านการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า ทำแคตาล๊อกออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับองค์กรของท่าน ?
?
หลักสูตรอบรม
สร้างไดอารี่ง่ายๆ By Flipalbum
รายละเอียดหลักสูตร
ร่วมเรียนรู้โปรแกรมการสร้างสรรค์ผลงาน e-book อีกโปรแกรมหนึ่ง ซึ่งมุ่งเน้นความเรียบง่าย สามารถสร้างหนังสือนิทาน หรือ สมุดบันทึก ไว้อ่านเล่นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย
วิทยากร
อ.พิมพ์พร นรินทร์โท
วัน เดือน ปี
03 ส.ค. 2551 ถึง 03 ส.ค. 2551 เวลา 10:30 - 16:30
ราคา/คน
100.00 บาท
สถานที่ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TKPark ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิร์ล
รีบสมัครด่วน! 1 ท่านต่อ 1 เครื่อง รับสมัครจำนวนจำกัดค่ะ สนใจสามารถคลิกสมัครเรียนได้ค่ะ
ท่านใดสนใจหลักสูตรที่มีการจองเต็มแล้ว สามารถลงชื่อจองรอในกรณีมีผู้ยกเลิกการจองได้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองชื่อเข้าอบรมได้ที่ 02-257-4300 ต่อ 433 หรือ 434
Back To School Season
ตอนนี้ก็เข้าเดือนสิงหาคมแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแม่กันแล้วนะครับ
ยังไงก็อย่าลืมคิดเผื่อล่วงหน้าไว้หน่อยนะครับว่า จะทำอะไร หรือ
จะไปไหนกับคุณแม่ดีครับ
ส่วนเรื่องการทำธุรกิจ Affiliate ของเรานั้น ช่วงเดือนสิงหาคมนี้เป็น
อีกช่วงหนึ่ง ที่เราสามารถทำโฆษณาและสร้างผลกำไรได้มากขึ้นครับ
เพราะว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่โรงเรียนในอเมริกากำลังจะเปิดเรียนแล้ว
และแน่นอนว่าเมื่อเปิดเรียน เด็กนักเรียน นักศึกษาก็ย่อมต้องออกไปชอปปิ้ง
ซื้อของกันอย่างแน่นอน และยุคน้ำมันแพงอย่างนี้ คนจะไปซื้อที่ไหนได้
นอกจากออนไลน์
ตอนผมเรียนที่อเมริกานั้น พบว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่นั้น ใน 1 ปีการศึกษา
จะมี 2 ภาคเรียน โดยจะเรียกว่า ภาคเรียน Fall กับ ภาคเรียน Spring ครับ
ซึ่งเวลานับรุ่นพี่ รุ่นน้องกัน เค้าก็จะนับว่าเข้าตอนเทอมไหนปีอะไรครับ เช่น
ผมเข้าเรียนที่ USC รุ่น Fall 2003 ก็เป็นรุ่นพี่ของคนที่เข้าเรียนตอน
Spring 2004 เป็นต้นครับ
ภาคเรียน Fall นั้น จะเริ่มเรียนตอนฤดูใบไม้ร่วง หรือหลังจากหยุด Summer
กันแล้ว จะเรียนตั้งแต่ปลายๆ สิงหาคม ถึง กลางเดือนธันวาคม โดยภาคเรียน
Fall นี้จะเป็นการเปิดเทอมแรกของปีการศึกษา ดังนั้นทุกคนก็จะต้องซื้อหนังสือ
และอุปกรณ์การเรียนเยอะ
ส่วนภาคเรียน Spring จะเริ่มตอนต้นเดือนมกราคมไปสุดเอากลางๆ เดือนเมษายน
ถือเป็นภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา พอเรียนจบก็ถือว่าจบชั้นครับ ภาคเรียน
Spring นี้ คนจะซื้อของน้อยกว่า Fall ครับ เพราะหลายๆ คนซื้อหนังสือและ
อุปกรณ์ต่างๆ ล่วงหน้ากันไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงกลางๆ เดือนกันยายนนี้ ถ้าหากเราจะหาของ
มาทำโฆษณา ก็ควรจะเน้นเป็นพิเศษไปถึง เว็บไซต์ที่มีขายสินค้าเกี่ยวกับ
หนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพราะจะทำให้เรามีโอกาสขายได้ง่ายครับ
เว็บไซต์ Amazon ก็เป็นหนึ่งเว็บไซต์ที่มีสินค้า Back To School นี้ขายเป็นอันมาก
และทาง Amazon เองก็ได้ทำโปรโมชั่น รวบรวมสินค้า Back To School
ต่างๆ มาไว้ให้ Affiliate อย่างเราทำโฆษณาด้วยครับ
ซึ่งคุณสามารถจะทำ Affiliate Link ไปยังหน้าโปรโมชั่นนี้ได้เลย
ด้้วยการเปลี่ยนคำว่า Your_ID_Here-20 ให้เป็น Tracking ID ของคุณครับ
=> Off To College Link
http://www.amazon.com/gp/browse.html/?node=668781011&tag=YOUR_ID_HERE-20
=> Back To School Link
http://www.amazon.com/gp/browse.html/?node=1065840&tag=YOUR_ID_HERE-20
เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถไปลองทำโฆษณาได้แล้วครับ และแน่นอนครับว่า
ทาง Amazon เป็นคนสร้างหน้านี้ขึ้นมารับกับเทศกาลนี้ ดังนั้น Conversion Rate
น่าจะต้องสูงอย่างแน่นอนครับ
อีกเหตุผลหนึ่งที่การทำโฆษณาช่วงนี้มีโอกาสได้กำไรสูง (ถ้าหากเรามีวาสนาพอ ^_^)
คือ เราอาจจะไปเจอคนซื้อที่กระเป๋าหนักเข้าก็ได้ คนพวกนี้มาซื้อทีอาจจะซื้อ
ของใหม่ยกชุด ทั้งหนังสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และอาจจะซื้อชุดใหม่
่ใส่ไปต้อนรับเปิดเทอมอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เราได้ค่าคอมมิสชั่นมากกว่า
การทำโฆษณายามปรกติครับ
อย่างผมเองเคยทำโฆษณาช่วง Back To School มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ค่าคอมมิสชั่น
ตั้ง $1,700 กว่าครับ เปิดมาดูตกใจเลย แสดงว่าคนซื้อต้องซื้อหลายหมื่นเลยครับ
น่าเสียดายที่เว็บไซต์ที่ทำโฆษณาไม่ใช่ Amazon ผมก็เลยไปดูไม่ได้ว่า เค้าซื้ออะไร
ไปบ้าง คิดไปเองว่า คงจะซื้อหนังสือ หรือ ตำราเรียนไปขายต่ออีกที
หรือไม่ก็ซื้อเข้าไปเก็บในมหาวิทยาลัยแน่เลยครับ
แต่นั่นก็เป็นครั้งเดียวที่ได้มากสุดๆ จริงๆ ครับ เรียกว่าได้ครั้งเดียว กินอิ่มไปทั้งเดือน
เลยครับ ^_^
ใครทำโฆษณาช่วงนี้ ก็ขอให้ขายคล่องๆ นะครับ แล้วก็อย่าลืมทำบุญบ่อยๆ
เผื่อว่าจะได้พบเจอกับคู่สร้างคู่สมของเรา ที่จะมาซื้อสินค้าแบบยกชุด ยกร้านครับ
โชคดีนะครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการหา Keywords ที่ทำกำไรได้ การวิเคราะห์และเอาชนะคู่แข่ง
ในการโฆษณา และ การวัดผลโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความสำเร็จในธุรกิจ
GoogleRich อย่างรวดเร็วและมั่นคงได้ที่งานสัมมนา GoogleRich Underground Techniques
=> http://www.googlerich.net/seminar/googlerichunderground/
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Summary Free Seminar! Google Technology
กลับมาแล้วจ้า!
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ สำหรับวันนี้นะคะ อ.อ้อก็กลับมารายงานสภาพบรรยากาศการสัมมนา Google Technology สำหรับผู้ประกอบการ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากพี่ๆ น้องๆ ชาวภาคใต้กันเยอะมากเลยค่ะ (ไผ๋เป็นไผ๋) อยากรู้! ไปชมกันเลยดีกว่าค่ะ
ABC For New Technology
สำหรับวันนี้ผมก็เรื่องราวเกี่ยวของเทคโนโลยีี่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาฝาก
เพื่อนๆ ครับ ซึ่งเรื่องที่ผมนำมาฝากเพื่อนๆ วันนี้ผมมองว่าก็มีความน่าสนใจอยู่ไ่ม่น้อย
นะครับ ก็นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ครับ
เพื่อนๆ พอจะจำกันได้ไหมครับว่าสมัยตอนที่เราเรียนเราอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ
ว่าอย่างไร รับรองว่าหลายๆ คนต้องแทนตัว A เป็น Ant B เป็น Bird หรือ Boy
ก็แล้วแต่คุณครู จะสอนนะครับ แล้วเพื่อนๆ ทราบไหมครับว่าปัจจุบันการอ่านตัวอักษร
ภาษาอังกฤษนั้นอ่านแทนด้วยอะไร
เพื่อนๆ อาจจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะครับ ว่าแล้วจะเปลี่ยนการอ่านเป็นอย่างไร
ผมก็ขอนำภาพมาให้เพื่อนๆ ดูครับ แล้วก็อาจจะถึงบางอ้อ ว่าอ๋อ
เดี๋ยวนี้อ่านเป็นแบบนี้แล้วเหรอ แล้วเกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างไร ผมว่าเพื่อนๆ
ไปดูที่ภาพด้านล่างเลยดีกว่าครับ
คลิกที่รูปภาพเพื่อดูภาพขนาดจริง
เป็นอย่างไรบ้างครับ เพื่อนๆ พอจะเดาออกกันหรือเปล่าครับว่า แต่ละตัวอักษรนั้น
แทนด้วยเทคโนโลยีอะไรบ้าง ผมว่าก็ไม่ยากอะไรนะครับ เป็นเทคโนโลยีที่เพื่อนๆ
น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็มีตัวอักษรบางตัวนะครับ ที่ค่อนข้างจะเดายาก
นิดหนึ่ง เช่น H, K, P ถ้าหากว่าเพื่อนๆ คนใดที่ทราบว่าอักษรแต่ละตัวนั้นแทนด้วย
เทคโนโลยีอะไรบ้าง ก็สามารถฝากคำตอบไว้ได้ที่ Comment ด้านล่างได้เลยนะครับ
สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องมาอัพเดทเพียงเท่านี้ครับ
แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ
ตราวุทธิ์
Inside Google Search Volume Data
สวัสดีครับ
สำหรับวันนี้ผมก็มีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบกันถึง 2 เรื่องครับ
เรื่องแรกคือ ตอนนี้ทาง Google ได้เปิดเผยข้อมูล จำนวนการค้นหาต่อเดือน
ในแต่ละ Keywords แล้ว ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลตรงนี้มีความสำคัญกับการทำ
eBusiness ของทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่ยังไม่เคยลองใช้ ก็รีบเข้า
ไปใช้งานได้เลยครับ รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้จากบทความด้านล่างของ
อีเมล์เลยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2551 นี้ ทางธนาคารกรุงเทพจะมีการ
จัดงานสัมมนา “e-Business 4The Net Generation” ขึ้น เนื่องจากเล็ง
เห็นว่า ปัจจุบันมีคนไทยสนใจและต้องการเข้ามาศึกษาแนวทางการทำ
eBusiness มากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นถ้าหากใครที่สนใจ หรือ มีเพื่อนๆที่สนใจ ก็แนะนำให้มาเข้าร่วมสัมมนา
กันได้นะครับ สำหรับรายละเอียดนั้น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บไซต์
ธนาคารกรุงเทพ
=> http://www.bangkokbank.com/Bangkok+Bank+Thai
/Personal+Banking/Whats+new/eBusiness.htm
หรือดาวน์โหลดได้ที่
=> http://trawut.com/eBook/eBusiness-4theNet-Generation.DOC
สำหรับวันนี้ก็คงมีเรื่องมา Update เพียงเท่านี้ครับ แล้วก็สำหรับใครที่ยังไม่
ได้ดาวน์โหลด iBusiness Magazine ฉบับเดือนกรกฏาคมนี้ ก็อย่าลืมเข้า
ไปดาวน์โหลดกันได้ที่เว็บไซต์ผมเลยนะครับ
ขอให้โชคดีเช่นเคยครับ
ตราวุทธิ์
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
Inside Google Search Volume Data
โดยตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
www.trawut.com
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ตอนนี้ทาง Google ได้ทำการ Update ตัว Google Keyword Tool ครั้ง
ใหม่ และได้เพิ่มการแสดงข้อมูลที่สำคัญมากในการทำธุรกิจออนไลน์เข้าไป
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ ข้อมูลแสดงจำนวนผลการค้นหาของแต่ละ
Keywords ครับ
จริงๆผมว่า Google เองน่าจะมีการแสดงข้อมูลนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะแต่
ก่อนทาง Yahoo! เองก็เปิดเผยข้อมูลตรงนี้ให้กับเราได้ทราบกันผ่านทาง
Overture Suggestion Tools แต่ทาง Google เองตอนนั้นก็คงไม่อยาก
จะเปิดเผยข้อมูลภายในมากจนเกินไป ก็เลยปิดข้อมูลตรงนี้เป็นความลับซะ
มาวันนี้ที่ทาง Google พร้อมแล้ว จึงได้นำข้อมูลจำนวนคนค้นหาในแต่ละ
Keyword มาแสดงให้เราทราบกัน โดยจำนวนคนค้นหาที่ทาง Google
แสดงนั้น จะเป็นจำนวนรวมระหว่าง การค้นหาบน Google และ การค้นหา
บน Search Network ดังนั้นตัวเลขก็เลยดูเยอะมากๆครับ
โดยข้อมูลจำนวนการค้นหาที่เราดูได้จะมี 2 อย่างด้วยกัน คือ
1. Approx Search Volume: จำนวนการค้นหาภายในเดือนที่ผ่านมา
2. Approx Avg Search Volume: จำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน
ข้อมูลทั้งสองนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับเราทุกคน เพราะไม่ว่าเราจะทำ
โฆษณากันด้วยวิธีไหน จะ PPC หรือจะ SEO ถ้าหากเรารู้ได้ว่า Keywords
ที่เรากำลังจะทำโฆษณานั้นมีการค้นหาเท่าไหร่ เราย่อมวางแผนงาน และ
เลือกใช้ Keywords ได้ดีขึ้นครับ
และแน่นอนว่า การทำ Product Research ของเราก็จะง่ายขึ้นด้วย เพราะ
เราจะทราบได้โดยง่ายกว่า Niche Market แต่ละอันนั้น อันไหนที่คนนิยม
ค้นหามากกว่ากันครับ
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการเพิ่ม CTR ให้โฆษณา AdWords ของคุณ
และเทคนิคการทำ Affiliate Marketing แบบต่างๆได้ที่
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
< ———- จบบทความ ———->
** สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ทุกท่าน **
คุณสามารถนำบทความนี้ไปแสดงบนเว็บไซต์ของคุณได้ โดยขอให้แสดง
บทความทั้งบทความ ตั้งแต่ชื่อบทความ จนถึงจุด "จบบทความ" โดยไม่มี
การแก้ไขลิงค์และส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ
ขอบคุณครับ







